1 2 3


HEPA FILTER คืออะไร?

HEPA FILTER

     แผ่นกรองอากาศ HEPA หรือที่ย่อมาจากคำว่า “High Efficiency Particulate Air Filter” จัดเป็น แผ่นกรองอากาศคุณภาพสูง ทำมาจากเส้นใยไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) ถักทอจนมีขนาดที่เล็กมากๆ จนมันมีความสามารถ ในของการกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กมากๆ (Small Particles) ได้เป็นอย่างดี

 

ทำความรู้จักกับ HEPA filter ตัวช่วยในการสร้างอากาศบริสุทธิ์

มีหลายคนสงสัยว่าแผ่นกรองอากาศ “HEPA Filter” ที่อยู่ในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ (เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่น เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องฟอกอากาศ) มันคืออะไร ? ทำงานอย่างไร ? และแตกต่างกับแผ่นกรองอากาศแบบทั่วไปอย่างไร ?

ครั้งนี้เราจึงจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ HEPA Filter กันค่ะ

 

HEPA Filter คืออะไร ?

คำว่า ‘HEPA’ ย่อมาจากคำว่า High Efficiency Particulate Air ที่หมายถึงประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นที่สูงกว่าแบบปกติ และเมื่อมันมาอยู่ในแผ่นกรองอากาศ (Filter) ก็จะเท่ากับความสามารถในการดักจับฝุ่นที่มากขึ้น และละเอียดขึ้น โดย HEPA Filter สามารถดักจับฝุ่นที่มีอนุภาคเล็ก 0.3 ไมครอน (เล็กกว่าฝุ่น PM 2.5 ซะอีก) ได้อย่างน้อย 99.97 % ด้วยวัสดุที่ทำจากเทคโนโลยีเส้นใยขั้นสูง ทำให้มั่นใจได้ว่าฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากๆ รวมไปถึงสิ่งสกปรกอื่นๆ เช่น ละอองเกสร ควัน หรือแม้แต่แบคทีเรียและเชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศ ก็จะถูกดักจับไว้

      แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถดักจับสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็กกว่า 0.3 ไมครอนไม่ได้ เพราะคุณสมบัติที่กล่าวนั้นเป็นเพียงเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการใช้คำว่า HEPA เท่านั้น ปัจจุบันก็มี HEPA Filter หลายเกรด ซึ่งบางเกรดก็สามารถกรองสิ่งสกปรกได้เล็กกว่านั้น 

 


ความแตกต่างของแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter แต่ละเกรด

คุณสามารถสังเกตุได้อย่างง่ายดาย ด้วยการดูที่ตัวเลขที่ตามหลังตัวอักษร “H” โดยยิ่งตัวเลขที่ตามหลังจำนวนสูง คุณสมบัติในการกรองยิ่งสูงขึ้นตาม :

  • HEPA  H14 : ในอากาศ 1 ลิตรสิ่งสกปรกขนาด 0.1 ไมครอน มีโอกาสผ่านไป “0.005 %”
  • HEPA  H13 : ในอากาศ 1 ลิตรสิ่งสกปรกขนาด 0.1 ไมครอน มีโอกาสผ่านไป “0.05 %”
  • HEPA  H12 : ในอากาศ 1 ลิตรสิ่งสกปรกขนาด 0.1 ไมครอน มีโอกาสผ่านไปมากกว่า “0.5 %”
  • HEPA  H11 : ในอากาศ 1 ลิตรสิ่งสกปรกขนาด 0.1 ไมครอน มีโอกาสผ่านได้สูงสุด “5 %”
  • HEPA  H10 : ในอากาศ 1 ลิตรสิ่งสกปรกขนาด 0.1 ไมครอน มีโอกาสผ่านไปมากกว่า “15 %”

จะเห็นได้ว่ายิ่งเป็นแผ่นกรองที่มีเกรดสูงมากเท่าไหร่ ความละเอียดในการกรองก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นหากคุณต้องการปลอดภัยจากอันตรายของฝุ่นจิ๋ว การเลือกแผ่นกรองอากาศ HEPA เกรดสูง (H13-H14) ก็จะถือว่าตอบโจทย์ที่สุด

 

แล้วแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter มีประโยชน์อย่างไร ?  

ข้อดีหลักๆ ของมันคือ มันเป็นตัวช่วยในการสร้างอากาศบริสุทธิ์ในบริเวณที่มีการใช้งาน ด้วยการลดจำนวนสิ่งสกปรกและสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้คุณและคนในครอบครัวห่างไกลจากอันตรายและโรคร้ายที่จะตามมาจากฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ หรือโรคร้ายต่างๆในระบบทางเดินหายใจ (เช่น มะเร็ง)

ปัจจุบัน HEPA Filter ก็ได้ถูกนำมาใช้ในหลากหลายวงการ โดยนอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแล้ว ก็ยังอยู่ในแวดวงอื่นๆด้วย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องบิน รวมไปถึงวงการแพทย์ ซึ่งล้วนแต่เลือกใช้มันเพื่อแลกกับอากาศที่บริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อโรค

แผ่นกรองอากาศ HEPA Filter ทำงานอย่างไร ?

ถ้าให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็ต้องอธิบายให้เห็นภาพใหญ่ก่อน คือเมื่อมีอากาศที่กำลังจะผ่านแผ่นกรองไป เส้นใยทำผสานกันอย่างหนาแน่นก็จำทำหน้าที่เป็นเหมือนกำแพงหลายๆ ด่าน เพื่อไม่ให้สิ่งที่ปนเปื้อนมากับอากาศหลุดรอดไปนั่นเอง

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของสิ่งสกปรกที่ปกเปื้อนมากับอากาศด้วย เพราะมันก็จะถูกดับจับในวิธีที่ต่างกัน 4 รูปแบบ

4   

1. การชน (Direct Impaction) : เป็นวิธีที่สิ่งสกปรกขนาดใหญ่ เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ หรือเชื้อราบางชนิด ลอยมาชนและติดเข้ากับเส้นใยของแผ่นกรองโดยตรง

2. การคัดกรอง (Sieving) : ในกรณีที่สิ่งสกปรกเหล่านั้นไม่ได้มาชนเส้นใยโดยตรง แต่ด้วยความหนาแน่นของเส้นใยในแผ่นกรอง ทำให้ช่องว่างระหว่างเส้นต่อเส้นมีน้อย ฝุ่นหรือสิ่งสกปรกขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ลอยมาชนก็จะไม่สามารถผ่านช่องว่างนั้นไปได้อยู่ดี  

3. การสกัดกั้น (Interception) : กลไกการสกัดกั้นคือ เมื่อฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็กเคลื่อนไปตามการไหลเวียนของอากาศที่รวดเร็ว ก็อาจจะทำให้มันสามารถเคลื่อนไหวอ้อมเส้นใยด่านแรกๆ ไปได้ แต่ด้วยความหนาแน่นของเส้นใย และแรงเฉื่อย สุดท้ายสิ่งสกปรกขนาดเล็กเหล่านั้นก็จะติดกับด้านข้างของเส้นใยอย่างในรูปในที่สุด

4. การแพร่ (Diffusion) : ฝุ่นและสิ่งสกปรกที่มีขนาดเล็กมาก (เช่น ที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน) มักจะมีเส้นทางการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นทิศไม่เป็นทาง ทำให้พวกมันมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวไปชนกับและติดกับเส้นใยด้วยตัวเอง

แผ่นกรองอากาศ HEPA Filter VS แผ่นกรองอากาศแบบทั่วไป

ทีนี้เราลองมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter กับแผ่นกรองอากาศแบบทั่วไปกันบ้าง และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ เราจึงทำเป็นรูปแบบตารางแบบด้านล่างนี้

* MERV เป็นชื่อย่อมาจาก Minimum Efficiency Reporting Value คือสิ่งที่เอาไว้ให้คะแนนความสามารถในการกรองอนุภาคของตัวกรองต่างๆ ในอากาศ โดยมีคะแนนตั้งแต่ 1- 16 ซึ่งถูกพัฒนามาโดยสมาคมวิศวกรเครื่องทำความร้อน ตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศของอเมริกา ASHRAE (American Society of Heating, Refrigeration and Air Conditioner Engineers )

 

การดูแลรักษาแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter

โดยปกติแล้วแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter จะมีอายุการใช้งานประมาณ 4-5 ปี แต่ในความเป็นจริง ถ้าคุณมีการใช้งานมันเป็นประจำทุกวัน ก็ควรหมั่นทำความสะอาด หรืออาจจะต้องเปลี่ยนใหม่เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

ในการทำความสะอาด เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter มักจะทำมาจากวัสดุไฟเบอร์กลาส (Fibeglass) ดังนั้นมันจึงไม่สามารถทำความสะอาดได้ด้วยการซักล้างและใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ เพราะมันอาจจะทำลายเส้นใยของแผ่นกรองได้  แต่คุณสามารถทำความสะอาดได้โดยการใช้แปรงปัดฝุ่นที่อยู่ตามร่อง และเคาะเบาๆให้ฝุ่นหลุดออกมาจากแผ่นกรอง

ทั้งนี้ ถ้าคุณเห็นว่าแผ่นกรองอากาศเริ่มดำจนแทบจะไม่มีพื้นที่ที่เป็นสีขาวแล้ว ก็ควรที่จะเปลี่ยน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่มักจะเปลี่ยนทุก 1-2  ปี

เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของคุณจำเป็นต้องมี HEPA Filter หรือไม่ ?

ในการตอบคำถามนี้ คุณอาจจะต้องเริ่มหันไปมองรอบตัวของคุณก่อนว่า คุณหรือคนในครอบครัวของคุณมีใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจหรือไม่ เช่น อาจจะมีใครในครอบครัวที่มีโรคประจำตัวเป็น โรคภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด

ถ้ามี แน่นอนว่าคุณก็ควรที่จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่น เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องฟอกอากาศ หรือในโรงงาน ที่ทำงานออฟฟิศ เช่น เครื่องดักฝุ่น เครื่องดักควัน  ระบบำบัดมลภาวะทางอากาศ ที่มาพร้อมกับแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter เพื่อช่วยให้อากาศของคุณปลอดภัยมากที่สุดนั่นเอง

แต่ถึงคุณหรือคนในครอบครัวจะไม่ได้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ การใช้มันก็จะให้ประโยชน์เมื่อ :

  • คุณเลี้ยงสัตว์เลี้ยง (ที่มีขน) ไว้ในบ้าน
  • มีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่เป็นประจำ
  • คุณอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีละอองเกสรดอกไม้เยอะ
  • ในบ้านของคุณเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่กักเก็บฝุ่นและสิ่งสกปรก เช่น พรม

สุดท้ายแล้ว คำตอบของคำถามนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่า คุณจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้กล่าวไปด้านบนเพื่อคุณภาพชีวิตและการเป็นอยู่ที่ดีของคนในบ้านมากน้อยแค่ไหน

-----------------------------------------------